วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คนแคระและการศึกษาทางเลือก


คนแคระและการศึกษาทางเลือก 

           สังคมเรียกนักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ ว่ากวีซีไรต์บ้าง หรือนักเขียนซีไรต์บ้าง แต่น้อยคนที่จะมองไปถึงต้นทุน  ต้นทุนของนักเขียนคือคำ ..คำ ซึ่งเรียบเรียงมาจากประสบการณ์


            เด็กชายชาวพัทลุง ย้ายตามครอบครัวสู่กรุงเทพ มีชีวิตวัยเรียนด้วยการลาออกกลางคันในช่วงชั้นต่างๆ จนถึงมัธยมปลาย ทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและติดตั้งเสาโทรทัศน์ เอนทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เรียนสลับดรอปร่วม 10 ปี ลาออกก่อนสำเร็จการศึกษาปฏิเสธปริญญาแพทยศาสตร์ เขียนหนังสือ ทำหนังสั้น และคว้ารางวัลซีไรต์ขณะอายุ 42 ปี  ใครว่าความสำเร็จมาจากระบบการศึกษาในโรงเรียนเพียงทางเดียว

            เราพบกับคุณวิภาส ศรีทอง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในงานปล่อยหนังสือครั้งที่
7



การสนทนาบนเวทีในงาน ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์รัชนี ธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ผู้ผลักดันการศึกษานอกระบบในรูปแบบโรงเรียนทางเลือก “เด็กไทยในวันนี้ยังคงอยู่ในสภาพเหมือนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เด็กยังขาดความรัก ความอบอุ่น ขาดการดูแลเอาใจใส่เพราะผู้ใหญ่ยังสับสนในบทบาทของตัวเอง และเกี่ยงที่จะแสดงบทบาทหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อเด็ก”

รางวัลซีไรต์ปีล่าสุด เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของ เด็กชายชาวพัทลุง

            รัฐควรมีส่วนสำคัญในการผลักดันด้านการอ่าน เพราะหนังสือไม่ได้เป็นเพียงตัวอักษร หนังสือคือเครื่องมือสื่อสารด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ  คือตัวแทนของทุกเรื่องที่เราพูดกันในสังคม

            หนังสือในประเทศเรายังราคาแพง ในต่างประเทศ หนังสือมีราคาถูกเพราะรัฐสนับสนุนในการแปลงานระดับมาสเตอร์พีช คุณวิภาสให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการอ่านของคนไทยว่า “ผมไม่เชื่อว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 หรือ 9 บรรทัด ผมเชื่อว่าคนเราอ่านหนังสือได้มากกว่านั้น” “อีกหน่อยเมื่อเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อาเซียนยังเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ โลกไม่ได้ยินเสียงเรา”

เนื้อหาและการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจ และมีปมประเด็นที่สะท้อนสังคม วัตถุดิบที่ผลิตหนังสือเล่มนี้จึงดูต่างจากหนังสืออื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่น กระดาษที่ใช้ เป็นสีน้ำตาล ไม่มีการตกแต่งด้วยเทคนิคกราฟฟิกสีสันมากมาย ตัวหนังสือ คำอธิบาย มีเพียงหมึกสีดำล้วน

เมื่อพิธีกรถามว่า คนแคระ ตัวละครหนักๆ ในเรื่องนั้นเป็นตัวแทนของคุณวิภาสเองหรือเปล่า คุณวิภาสตอบว่า “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่แน่นอน”
           
พิธีกรถามคุณรัชนีว่านักเรียนจากการศึกษาทางเลือก ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับหรือไม่

“เด็กที่เรียนในระบบทางเลือกเป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความสามารถที่ไม่แพ้กับเด็กที่เรียนตามโรงเรียน มีเด็กหลายคนที่เอนทรานซ์ได้เรียนแพทย์ หรือสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศได้เช่นกัน นักเรียนที่เรียนในระบบโรงเรียนทางเลือกมีความแตกต่างจากในระบบอย่างเห็นได้ชัด ใน 3 ข้อ อย่างแรกเลยคือเด็กเรียนแล้วมีความสุข สองเด็กมีคุณภาพ สามตัวครูเองจะมีความรับผิดชอบต่อตัวเด็กมาก เมื่อเด็กเรียนแล้วมีความสุข ความสามารถของเด็กจึงพัฒนาไปตามศักยภาพ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือเด็กต่อมีพ่อแม่ที่เข้าใจและส่งเสริม ผู้ใหญ่ต้องฟังเด็กและรู้ว่าเด็กรู้จักตัวเองแค่ไหน  

มีน้องคนหนึ่งเมื่อเรียนสอบเทียบระดับความรู้ได้ เขาก็ติดเรือเดินสมุทรเพื่อฝึกภาษา ปัจจุบันสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ และเขาก็มีความสุขกับการเรียน”

คุณวิภาสทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ว่า “คนอ่านวรรณกรรมสร้างสรรค์มีน้อย การอ่านไม่จำเป็นต้องเป็นตำราเรียน แต่เป็นอะไรก็ได้ สมัยก่อนวัยรุ่นแสดงความแปลกแยกด้วยการแต่งบทกวี พัฒนามาเป็นหนังสั้น และปัจจุบันก็กลายเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กต่างๆ

ผมโตมากับการอ่านหนังสือ หัวใจหลักของนักเขียนคือการอ่าน ชีวิตคนเล่าไม่มีอะไรมากมายให้เล่า

โรงเรียนจึงไม่ควรเป็นสถานที่ทำลายความใฝ่รู้ของเด็ก ตีกรอบให้เด็กเป็น “คนแคระ”

เค้กกลีบดอกผลไม้







          วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์
            และแน่นอน ของขวัญที่คนส่วนใหญ่มอบให้กันคือ ดอกไม้

            “ผู้หญิงทุกคนเค้าก็ชอบดอกไม้ทั้งนั้นแหละ จะคิดอะไรมาก” เพื่อนผมช่วยคิด เมื่อผมไปปรึกษา
            ผมอ่อนแอเกินกว่าจะกล้ามอบดอกไม้ให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน และเธอคงจะตกใจหากได้รับดอกไม้จากผม เธอมีคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือผมมาก็หลายเรื่อง โชคดีที่วันนี้เป็นวันเกิดของเธอด้วย หากเป็นเค้กคงจะไม่น่าเกลียด
            “ถ้าเป็นเค้กล่ะ?”
            “ผู้หญิงสมัยนี้กลัวอ้วน ไม่รู้หรือไง”
            “แต่ก็เห็นเธอชอบกินช็อคโกแลตนะ”
            “ก็ลองดู เผื่อเธอจะชอบ”

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลือกเค้กให้กับเธอ เค้กเป็นสิ่งของที่เหมาะสมจะให้เป็นของขวัญแก่กันในวันเกิด แม้ดอกไม้จะเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสมให้ใช้แทนความรัก ผมจึงเลือกหน้าเค้กเป็นรูปดอกไม้... เป็นไงครับ ดูผสมผสานกันดีไหมครับ

ผมรีบไปที่ร้านเค้กตั้งแต่เช้า แม้ว่าจะโทรสั่งให้เขาจัดเค้กนมสดสามปอนด์ไว้ให้ แต่ว่าผมตั้งใจจะแต่งหน้าเค้กเอง ผมบอกให้ทางร้านเตรียมวัตถุดิบไว้ให้พร้อม และเพียงแค่วางผลไม้แห้งเหล่านั้นลงไป มันก็กลายเป็นกลีบดอกไม้หลากสีสันสวยงามอยู่บนก้อนเค้ก ... ผมอยากเห็นรอยยิ้มของเธอเมื่อได้รับเค้กก้อนนี้
ผมขับรถข้ามจังหวัดเพื่อไปพบกับเธอ ในงานเล็กๆ ด้วยเหตุผลเล็กๆ “วันนี้เราผ่านไปน่ะ อยู่แถวนั้นไหม?”
... สองชั่วโมงต่อมาเราเจอกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เธอยังคงเป็นเธอคนเดิมที่มีรอยยิ้มสดใส แม้ว่าวันนี้เราต่างจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ความทรงจำในอดีตหลายเรื่องก็ยังต่อเนื่องอยู่ในชีวิตของผม
ผมมอบเค้กสุดพิเศษนี้ส่งถึงมือเธอ
“อะไรอ่ะ”
“เค้กนมสด”
“หรอ.. อุ้ย.. ขอบคุณ”
“เราดีใจมากเลย”
ผมอยากได้ยินเธอพูดว่า ผมเป็นคนแรกที่เซอร์ไพรซ์เค้กวันเกิดเธอ.. แต่รออยู่นานเธอก็ไม่ได้พูดคำนั้น ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า เค้กของผมเป็นก้อนที่สาม สำหรับวันเกิดของเธอในปีนี้
“เราจะไม่เปิดมันจนกว่าจะถึงบ้าน” เธอบอก


สองชั่วโมงผ่านไป ผมได้รับโทรศัพท์จากเธอ และคิดว่าเธอคงเพิ่งกลับถึงบ้าน
“พุทรา ลำไย” .... “เค้กผลไม้อร่อยดีนะ”


แล้วดอกไม้ผมล่ะ?

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ระยะสบายใจ





                มันเป็นความรู้สึกโหยหาระดับหนึ่งซึ่งสามารถเรียกได้ว่าคิดถึง แต่พอเจอหน้ากัน เธอกับมองข้ามความรู้สึกของฉัน

                “กินข้าวกันป่ะ”  ฉันโทรหาระหว่างเวลางาน  เผื่อจะได้แวะเจอกันระหว่างออกมาหาลูกค้า
                “ไปดิ
                แม้แต่บทสนทนายังเลี่ยงตอบให้สั้น เหมือนต้องการจะให้เวลามันผ่านไปรวดเร็วที่สุด หากเป็นความรังเกียจ เธอไม่ต้องทนอยู่กับฉันในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงต่อจากนี้ก็ได้นะ
                “กินอะไรดี
                “ไม่น่ะ เราไม่กิน เรากินมาแล้ว
                เธอไม่เคยปฏิเสธฉันมาก่อน ตั้งแต่รู้จักกัน ฉันว่าอะไร เธอก็ว่าตาม เดี๋ยวนี้อะไรๆ มันคงเปลี่ยนความห่างไกลทำให้เกิดช่องว่าระหว่างเธอกับฉันมากขนาดนี้เชียวหรือ?
            ...ว่ากันว่าความไกลนั้นมี 3 รูปแบบ ไกลจากระยะทาง  ไกลด้วยเวลา  และไกลด้วยความรู้สึก
                “เราทานไม่หมดหรอก แบ่งกันกินไหม
                “กินไปก่อน
                อาหารทั้งหมดบนโต๊ะ แท้จริงแล้วฉันสั่งมาเผื่อเธอ นี่คือมือกลางวันที่สำคัญ แม้ฉันจะไม่แน่ใจว่ามันสำคัญเพราะเป็นมื้อที่ให้พลังงานเราถึงยามบ่าย หรือสำคัญเพราะเธออยู่ข้างๆ ฉัน
                “ไม่ เราไม่กิน!เธอยืนยัน
                เธอยืนกรานปฏิเสธ จนฉันไม่แน่ใจว่าเธอปฏิเสธการรับประทานอาหารร่วมกันหรือเธอปฏิเสธฉัน เราไม่ได้เจอกันมานาน ฉันไม่แน่ใจว่าเธอยังเหมือนเดิมหรือเปล่า เมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้
                 
                ฉันมองหานาฬิกาเพื่อคำนวณว่าฉันเหลือเวลาอยู่กับเธอเท่าไหร่ นาฬิกาเรือนนั้นอยู่บนข้อมือของเธอ สายตาของเธอก็จ้องที่มัน เหมือนกำลังตั้งคำถามว่าจะต้องทนอยู่กับความอึดอัดระหว่างเราไปอีกนานเท่าไหร่
                หากต้องมีฝ่ายหนึ่งพูดบางคำเพื่อแสดงความรู้สึกทั้งหมดออกมา  ฝ่ายนั้นคงไม่ใช่ฉัน  ฉันไม่กล้าพอที่จะแสดงความหงุดหงิด หรือตั้งคำถาม ..เธอสำคัญกับฉันมาก  ฉันไม่อยากให้เธอรู้สึกไม่ดีกับฉัน

                และในที่สุด ฝ่ายที่ระเบิดความรู้สึกออกมาทั้งหมด คือ เธอ
                “เราปวดอึ๊
                “ห๊ะ!” “โอเค...

                ความรู้สึกอึดอัดที่อยู่ในใจเธอคือเรื่องนี้เอง... มิน่า....
                .....

มันเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความสบายใจ
ครั้งหนึ่งเราต่างเคยร้องไห้เสียน้ำตา ฟูมฟาย ให้กับความเจ็บปวดตามธรรมชาติที่ทำให้เราไม่สบายตัวมาตั้งแต่เป็นทารก มันเป็นความรู้สึกแรกที่เราต่างสัมผัสได้ก่อนการอกหักเสียอีก

            ฉันแอบดีใจเล็กๆ ที่ช่องว่างระหว่างเราที่เธอต้องการคือ  "ห้องน้ำ"  กลัวอยู่ตั้งนานนึกว่าเธอมีคนอื่น!


            --------------------
          Real Parenting หน้า 118 ฉบับที่ 92 ตุลาคม 2555 : เกร็ดน่ารู้ของ “ฉี่” กับ “อึ” ทารก
            “อึ๊ ของทารกแรกคลอดจะมีลักษณะหนืดเหนียวเหมือนน้ำมันดิน เรียกว่า “ขี้เทา” หลังจากนั้นน้ำนมแม่หรือนมชงที่ทารกได้กินจะทำให้ลักษณะของอึเริ่มเปลี่ยน โดยเด็กที่กินนมชงจะมีอึสีน้ำตาลและเหนียวคล้ายแป้งเปียก ขณะที่เด็กกินนมแม่ สีอึจะออกเหลืองและเหลวกว่า
            เบบี๋ที่กินนมแม่มักจะถ่ายในระหว่างหรือหลังกินนมแทบทุกครั้ง ส่วนทารกที่กินนมผสมจะอึน้อยครั้งกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยอาจจะถ่ายสองวันต่อครั้ง เวลาถ่ายทารกอาจจะร้องเสียงดังและออกแรงเบ่งจนหน้าแดง ลักษณะเหล่านี้อาจทำให้ผู้ปกครองหนักใจ แต่เด็กบางคนถ่ายง่าย บางคนหลายวันกว่าจะถ่าย ขณะที่บางคนถ่ายวันละหลายครั้ง และเด็กทารกไม่ค่อยจะท้องผูก ถ้า “อึ๊” ของลูกน้อยยังนิ่มและสีเป็นปกติก็ยังไม่มีเหตุให้ควรกังวลใดๆ”



วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิญญาณ








                 ตัวละครทั้งหมดในเรื่องนี้ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้แสงไฟนีออน  โดยไม่มีใครสังเกตว่าคืนนี้มีดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางดวงดาวหรือไม่ แสงจันทร์หมดความสำคัญไปตั้งแต่โทมัส เอดิสันค้นพบประโยชน์ของอิเล็กตรอน  ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาโลกก็ไม่ได้วิวัฒนาการคัดปมด้อยของจิตวิญญาณมนุษย์ให้หมดไป  วันที่หนึ่งและสิบหกของทุกเดือน เราก็ยังคงเห็นความเชื่อทางพิธีกรรมนอกศาสนาอยู่เนืองๆ ถูกจัดลำดับความสำคัญให้ประกอบอยู่ครึ่งหน้าของด้านในฉบับหนังสือพิมพ์
รถสองแถวดับอยู่ในซอยเปลี่ยว  เหตุขัดข้องทางเครื่องยนต์ทำให้ต้องปฏิเสธการรับส่งผู้โดยสาร  ไม่มีใครสนใจว่าแสงจันทร์เป็นแสงสะท้อนมาจากดวงอาทิตย์  ผู้โดยสารบนรถสองแถวหลายคนต้องเปลี่ยนสถานะเป็นชาวบ้านที่ยืนรอรถในซอยเปลี่ยว  พนักงานออฟฟิศที่ยืนรออยู่แล้วยังคงสถานะเดิม แม้ภายในใจอาจจะมีอาการผิดหวังอยู่บ้าง
ซอยนี้มีรถสองแถวสองสายที่ผ่าน  สายแรกไปสุดที่ใดก็ไม่มีใครทราบ สายที่สองไปสุดที่ใดก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกัน เพราะเวลาค่ำ  คนขับจะกลับรถตัดระยะการเส้นทางบริการให้สั้นลงโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   จากที่หลายคนเคยเข้าใจว่าความต่างของสายรถด้วยสีของตัวรถ (สีแดง กับสีน้ำเงิน) มันกลับมีรายละเอียดแปลกใหม่เพิ่มเติมจนไม่มีใครตามทัน  รถดับก็เป็นอีกรายละเอียดหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ 
            คนขับลงมาเข็น ทางที่แคบทำให้รถคันอื่นที่ตามมาไปต่อไม่ได้ แตรดังขึ้นเหมือนเสียงดนตรีคนละคีย์จากรถคนละคัน  อะไรทำให้ซอยเล็กๆ ซอยนี้ครื้นเครงได้ในราตรีนี้.. อุบัติเหตุ  เศรษฐศาสตร์  หรือการเมือง?

                ใครๆ ก็มีรถขับ แต่ก็มีรถดับขวางอยู่ 
                หากต่างคนต่างลงมาช่วยเข็นรถสองแถวสีน้ำเงินคันนี้ที่ขวางทางอยู่ให้หลบชิดริมทาง  การจราจรคงสะดวกกว่านี้  ดนตรียังคงดังต่อไปเป็นลำดับ  ชาวบ้านที่ยืนรอรถบางคนก็ขึ้นไปโยกตัวบนแผ่นอิฐที่ปูไม่สนิทบทฟุตบาธ เคลิ้มตามจังหวะ  รถสองแถวสีน้ำเงินคันที่สองปฏิเสธการรับผู้โดยสารที่ยืนคอย และไปช่วยลากจูงคันแรกที่ดับ  และไม่นานนัก รถสองแถวสีน้ำเงินคันที่สามก็มา  ตัวละครที่ยืนอยู่บนฟุตบาธทั้งหมดก็ได้สถานะเป็นผู้โดยสารตามใจประสงค์
                บางคนก็รู้จักกันมาก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักกัน  เสียงสนทนาดังขึ้นข้างเด็กหญิงที่นั่งบนตักแม่
                ชายวัยกลางคนร่างเล็ก หัวเกือบล้าน สวมเสื้อช่าง ปกเสื้อมีไขควงวัดกระแสไฟเหน็บอยู่ สวมรองเท้าแตะ เดิมทีคิดว่ามีบุรุษที่สองอยู่ร่วมการสนทนากับเขา ปรากฏว่าไม่มี เขาอาจจะกำลังสนทนากับตัวเองด้วยเรื่องอะไรสักอย่างที่พอจับใจความได้  “พันห้าที่ต้องจ่าย พันห้าที่ต้องได้” แสดงให้เห็นถึงนโยบายเศรษฐกิจบางอย่างของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จด้านประชาพิจารณ์
                เมื่อรถเอี้ยวผ่านทีละโค้ง ก็จะมีคนลงไปทีละคนๆ  จนเหลือเพียงไม่กี่คนที่จะไปถึงหน้าปากซอย
            “เขามาจากการเลือกตั้ง จะไปล้มเขาได้ยังไง”
                เมื่อการสนทนาหลุดออกมาทีละประโยค  แสงไฟนีออนของถนนใหญ่ก็ชัดเจนสว่างไสวขึ้น
               
                พนักงานออฟฟิศลงหน้าปากซอย สวนทางกับเด็กมัธยมปลายหลายคนที่กำลังจะขึ้นไปนั่งแทนที่ของเธอเมื่อครู่ และหลังจากที่เธอตอบแทนความกรุณาของคนขับที่อนุเคราะห์รับเธอมาจากซอยเปลี่ยวด้วยเหรียญมูลค่ารวมเจ็ดบาท เธอก็เดินข้ามถนน ที่มีรถยนต์หนาแน่น สิ่งที่เธอเห็นชัดเจนเมื่อข้ามไปถึงอีกฝั่ง ก็คือผู้หญิงอุ้มแมว

                เรื่องราวทั้งหมดจบลงด้วยความหดหู่  ซึ่งไม่สามารถระบุว่ารับรู้ได้ตั้งแต่บรรทัดไหน

ตัวละครทั้งหมดในเรื่องนี้ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้แสงไฟนีออน  โดยไม่มีใครสังเกตว่าคืนนี้มีดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางดวงดาวหรือไม่ แสงจันทร์หมดความสำคัญไปตั้งแต่โทมัส เอดิสันค้นพบประโยชน์ของอิเล็กตรอน  ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาโลกก็ไม่ได้วิวัฒนาการคัดปมด้อยของจิตวิญญาณมนุษย์ให้หมดไป  วันที่หนึ่งและสิบหกของทุกเดือน เราก็ยังคงเห็นความเชื่อทางพิธีกรรมนอกศาสนาอยู่เนืองๆ ถูกจัดลำดับความสำคัญให้ประกอบอยู่ครึ่งหน้าของด้านในฉบับหนังสือพิมพ์
รถสองแถวดับอยู่ในซอยเปลี่ยว  เหตุขัดข้องทางเครื่องยนต์ทำให้ต้องปฏิเสธการรับส่งผู้โดยสาร  ไม่มีใครสนใจว่าแสงจันทร์เป็นแสงสะท้อนมาจากดวงอาทิตย์  ผู้โดยสารบนรถสองแถวหลายคนต้องเปลี่ยนสถานะเป็นชาวบ้านที่ยืนรอรถในซอยเปลี่ยว  พนักงานออฟฟิศที่ยืนรออยู่แล้วยังคงสถานะเดิม แม้ภายในใจอาจจะมีอาการผิดหวังอยู่บ้าง
ซอยนี้มีรถสองแถวสองสายที่ผ่าน  สายแรกไปสุดที่ใดก็ไม่มีใครทราบ สายที่สองไปสุดที่ใดก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกัน เพราะเวลาค่ำ  คนขับจะกลับรถตัดระยะการเส้นทางบริการให้สั้นลงโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   จากที่หลายคนเคยเข้าใจว่าความต่างของสายรถด้วยสีของตัวรถ (สีแดง กับสีน้ำเงิน) มันกลับมีรายละเอียดแปลกใหม่เพิ่มเติมจนไม่มีใครตามทัน  รถดับก็เป็นอีกรายละเอียดหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ 
                คนขับลงมาเข็น ทางที่แคบทำให้รถคันอื่นที่ตามมาไปต่อไม่ได้ แตรดังขึ้นเหมือนเสียงดนตรีคนละคีย์จากรถคนละคัน  อะไรทำให้ซอยเล็กๆ ซอยนี้ครื้นเครงได้ในราตรีนี้.. อุบัติเหตุ  เศรษฐศาสตร์  หรือการเมือง?

                ใครๆ ก็มีรถขับ แต่ก็มีรถดับขวางอยู่ 
                หากต่างคนต่างลงมาช่วยเข็นรถสองแถวสีน้ำเงินคันนี้ที่ขวางทางอยู่ให้หลบชิดริมทาง  การจราจรคงสะดวกกว่านี้  ดนตรียังคงดังต่อไปเป็นลำดับ  ชาวบ้านที่ยืนรอรถบางคนก็ขึ้นไปโยกตัวบนแผ่นอิฐที่ปูไม่สนิทบทฟุตบาธ เคลิ้มตามจังหวะ  รถสองแถวสีน้ำเงินคันที่สองปฏิเสธการรับผู้โดยสารที่ยืนคอย และไปช่วยลากจูงคันแรกที่ดับ  และไม่นานนัก รถสองแถวสีน้ำเงินคันที่สามก็มา  ตัวละครที่ยืนอยู่บนฟุตบาธทั้งหมดก็ได้สถานะเป็นผู้โดยสารตามใจประสงค์
                บางคนก็รู้จักกันมาก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักกัน  เสียงสนทนาดังขึ้นข้างเด็กหญิงที่นั่งบนตักแม่
                ชายวัยกลางคนร่างเล็ก หัวเกือบล้าน สวมเสื้อช่าง ปกเสื้อมีไขควงวัดกระแสไฟเหน็บอยู่ สวมรองเท้าแตะ เดิมทีคิดว่ามีบุรุษที่สองอยู่ร่วมการสนทนากับเขา ปรากฏว่าไม่มี เขาอาจจะกำลังสนทนากับตัวเองด้วยเรื่องอะไรสักอย่างที่พอจับใจความได้  “พันห้าที่ต้องจ่าย พันห้าที่ต้องได้” แสดงให้เห็นถึงนโยบายเศรษฐกิจบางอย่างของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จด้านประชาพิจารณ์
                เมื่อรถเอี้ยวผ่านทีละโค้ง ก็จะมีคนลงไปทีละคนๆ  จนเหลือเพียงไม่กี่คนที่จะไปถึงหน้าปากซอย
            “เขามาจากการเลือกตั้ง จะไปล้มเขาได้ยังไง”
                เมื่อการสนทนาหลุดออกมาทีละประโยค  แสงไฟนีออนของถนนใหญ่ก็ชัดเจนสว่างไสวขึ้น
               
                พนักงานออฟฟิศลงหน้าปากซอย สวนทางกับเด็กมัธยมปลายหลายคนที่กำลังจะขึ้นไปนั่งแทนที่ของเธอเมื่อครู่ และหลังจากที่เธอตอบแทนความกรุณาของคนขับที่อนุเคราะห์รับเธอมาจากซอยเปลี่ยวด้วยเหรียญมูลค่ารวมเจ็ดบาท เธอก็เดินข้ามถนน ที่มีรถยนต์หนาแน่น สิ่งที่เธอเห็นชัดเจนเมื่อข้ามไปถึงอีกฝั่ง ก็คือผู้หญิงอุ้มแมว

                เรื่องราวทั้งหมดจบลงด้วยความหดหู่  ซึ่งไม่สามารถระบุว่ารับรู้ได้ตั้งแต่บรรทัดไหน